วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ประกาศ คสช. ฉบับที่ 111 - 115 /2557

ประกาศ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ  ฉบับที่ 111/2557
เรื่อง  แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยตำรวจแห่งชาติ
         โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงการปฏิบัติภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดทางอาญา การรักษาความสงบเรียบร้อย และการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้เกิดประสิทธิภาพ เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละท้องถิ่้นและชุมชน โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรภาคเอกชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการตำรวจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีประกาศ ดังต่อไปนี้
         ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
         "มาตรา ๗  ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดระบบการบริหาร การปฏิบัติงานด้านการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา การรักษาความสงบเรียบร้อย และการรักษาความปลอดภัยของประชาชนให้เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละท้องถิ่นและชุมชน โดยต้องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรภาคเอกชนมีส่วนร่วม ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับนโยบาย งบประมาณและอาสาสมัคร ตลอดจนการติดตามตรวจสอบการปฏิบัติงานตำรวจ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ต.ช. กำหนด
          การมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือองค์กรภาคเอกชนตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือองค์กรภาคเอกชนนั้น"
          ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
          ประกาศ ณ วันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557

ประกาศ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ  ฉบับที่ 112/2557
เรื่อง  -

ประกาศ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ  ฉบับที่ 113/2557
เรื่อง  -

ประกาศ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ  ฉบับที่ 114/2557
เรื่อง  การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการตำรวจแห่งชาติ
         โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการตำรวจแห่งชาติ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศให้เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจ โดยให้มีระบบการบริหารงานบุคคล เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งเช่นเดียวกับข้าราชการพลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา คณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีประกาศ ดังต่อไปนี้
          ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๗ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
          "มาตรา ๘  ข้าราชการตำรวจอาจให้แบ่งเป็นข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศด้วยก็ได้ โดยให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
           ข้าราชการตำรวจตำแหน่งใดหรือปฏิบัติหน้าที่ใด จะเป็นข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่ง ในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวให้กำหนดประเภทตำแหน่ง วิธีการกำหนดตำแหน่ง คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม การบรรจุ การแต่งตั้ง การบังคับบัญชา วินัยและการรักษาวินัย การดำเนินการทางวินัย การโยกย้ายระหว่างข้าราชการตำรวจประเภทมียศและข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศ รวมทั้งการปรับยศและเงินเดือน เมื่อมีการโยกย้ายดังกล่าวตลอดจนการอื่นตามที่จำเป็น
           การกำหนดอัตราเงินเดือน อัตราเงินประจำตำแหน่ง การรับและการจ่ายเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการตำรวจประเภทไม่มียศสำหรับตำแหน่งแต่ละประเภทให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา มาใช้บังคับโดยอนุโลมตามลักษณะของประเภทตำแหน่ง แล้วแต่กรณี
          พระราชกฤษฎีกาตามวรรคสอง ไม่มีผลกระทบฐานะของข้าราชการตำรวจที่มียศอยู่แล้วในวันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมีผลใช้บังคับ
          ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
          ประกาศ ณ วันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557

ประกาศ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ  ฉบับที่ 115/2557
เรื่อง  แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
          โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่อให้วิธีพิจารณาความอาญาในส่วนที่เกี่ยวกับการสอบสวนมีความเหมาะสมยิ่งขึ้น คณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีประกาศ ดังต่อไปนี้
          ข้อ ๑  ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๒๑/๑ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
           "มาตรา ๒๑/๑  สำหรับการสอบสวนซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าพนักงานตำรวจในกรณีที่ไม่แน่ว่าพนักงานสอบสวนคนใดในจังหวัดเดียวกันหรือในกองบัญชาการเดียวกัน ควรเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ให้ผู้บัญชาการซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนนั้นเป็นผู้ชี้ขาด
            การรอคำสั่งชี้ขาด ไม่เป็นเหตุให้งดการสอบสวน"
          ข้อ ๒  ให้ยกเลิกความในวรรคสามของมาตรา ๑๔๒ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
            "ในกรณีที่เสนอความเห็นควรสั่งฟ้อง ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนพร้อมกับผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ เว้นแต่ผู้ต้องหานั้นถูกขังอยู่แล้ว หรือผู้ต้องหาซึ่งถูกแจ้งข้อหาแล้วหลบหนีไป"
          ข้อ ๓  ให้เพิ่มความต่อไปนี้ เป็นมาตรา ๑๔๕/๑ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
            "มาตรา ๑๔๕/๑  สำหรับการสอบสวนซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าพนักงานตำรวจในกรณีที่มีคำสั่งไม่ฟ้องและคำสั่งนั้นไม่ใช่คำสั่งของอัยการสูงสุด ถ้าในกรุงเทพมหานครให้รีบส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมกับคำสั่งเสนอผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถ้าในจังหวัดอื่นให้รีบส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมกับคำสั่งเสนอผู้บัญชาการหรือรองผู้บัญชาการซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ แต่ทั้งนี้มิได้ตัดอำนาจพนักงานอัยการที่จะจัดการอย่างใดแก่ผู้ต้องหาดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔๓
             ในกรณีที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในกรุงเทพมหานคร หรือ ผู้บัญชาการหรือรองผู้บัญชาการซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในจังหวัดอื่น แย้งคำสั่งของพนักงานอัยการ ให้ส่งสำนวนพร้อมกับความเห็นที่แย้งไปยังอัยการสูงสุดเพื่อชี้ขาด แต่ถ้าคดีจะขาดอายุความ หรือมีเหตุอย่างอื่นอันจำเป็นจะต้องรีบฟ้อง ก็ให้ฟ้องคดีนั้นตามความเห็นของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการหรือรองผู้บัญชาการดังกล่าวแล้วแต่กรณีไปก่อน
             บทบัญญัติในมาตรานี้ ให้นำมาบังคับในการที่พนักงานอัยการจะอุทธรณ์ ฎีกา หรือถอนฟ้อง ถอนอุทธรณ์และถอนฎีกาโดยอนุโลม"
           ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
           ประกาศ ณ วันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557

                พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
           หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ประกาศ คสช. ฉบับที่ 101 - 108 /2557

ประกาศ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ  ฉบับที่ 101/2557
เรื่อง  แก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 71/2557
         โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 71/2557 เรื่อง การสรรหาคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ลงวันที่ 27 มิถุนายน พุทธศักราช 2557 เพื่อให้กระบวนการสรรหาคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินสามารถดำเนินการได้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีประกาศ ดังต่อไปนี้
         ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ 10 ของประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 71/2557 เรื่อง การสรรหาคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ลงวันที่ 27 มิถุนายน พุทธศักราช
                 "ข้อ 10 ในกรณีที่ไม่มีกรรมการสรรหาในตำแหน่งใดในคณะกรรมการสรรหาตามข้อ 3 หรือข้อ 5 ให้คณะกรรมการสรรหาดังกล่าวประกอบด้วยกรรมการสรรหาเท่าที่มีอยู่”
        ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
        ประกาศ ณ วันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557

ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 102 / 2557
เรื่อง  การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่
          โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครองมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจตรารักษาความสงบเรียบร้อยภายในหมู่บ้านเช่นเดียวกับผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ อันจะส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุดในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนภายในหมู่บ้านโดยส่วนรวม คณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีประกาศ ดังต่อไปนี้
         ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (3) ในวรรคหนึ่งของมาตรา 28 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2510
          “(3) ตรวจตรารักษาความสงบเรียบร้อยภายในหมู่บ้านร่วมกับผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ”
          ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557

ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 103 / 2557
เรื่อง  แก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557
          โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557 เรื่อง การให้ความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ ลงวันที่ 18 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557 เพื่อให้การเผนแพร่ข้อมูลข่าวสารไปสู่ประชาชนเป็นไปด้วยความถูกต้อง ปราศจากการบิดเบือนและความเข้าใจผิด อันจะส่งผลกระทบต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม คณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีประกาศ ดังต่อไปนี้
         ข้อ 1 ให้ยกเลิกความใน (3) ของข้อ 2 แห่งประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557 ฉบับที่ 97/2557 เรื่อง การให้ความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ ลงวันที่ 18 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
                  "(3) การวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยมีเจตนาไม่สุจริตเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของคณะรักษาความสงบแห่งชาติด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ"
         ข้อ 2 ให้ยกเลิกความในข้อ 5 แห่งประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557 ฉบับที่ 97/2557 เรื่อง การให้ความร่วมมือต่อการปฏิบัติงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ ลงวันที่ 18 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
                  "ข้อ 5 ในกรณีที่ปรากฎว่าบุคคลใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อ 2 หรือข้อ 3 พนักงานเจ้าหน้าที่อาจส่งเรื่องให้องค์กรวิชาชีพที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกดำเนินการสอบสวนทางจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ"
         ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
         ประกาศ ณ วันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557

ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 104 / 2557
เรื่อง  การกำกับดูแลการใช้จ่ายงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
         เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อันได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า มีความโปร่งใส และอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินและการคลังที่ดี รวมทั้งเป็นการป้องกันและปราบปรามไม่ให้มีการใช้จ่ายงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปในทางที่มิชอบด้วยกฎหมาย คณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีประกาศ ดังต่อไปนี้
         ข้อ 1 ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอซึ่งมีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการ นโยบาย ประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติอย่างเคร่งครัด
         ข้อ 2 การติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณตามข้อ 1 ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอแต่งตั้งคณะกรรมการตามจำนวนที่เห็นสมควร เพื่อทำหน้าที่ติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบแบแผนของทางราชการ โดยมุ่งเน้นแผนงานหรือโครงการประเภทงบลงทุนที่เป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและความเป็นอยู่ของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม หากในการตรวจสอบนั้นปรากฎว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งใดมีพฤติการณ์การใช้จ่ายงบประมาณหรือการบริหารงบประมาณในเรื่องใดไปในทางที่มิชอบด้วยกฎหมายจนเป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหาย ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอ ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเฉียบขาดและรวดเร็ว
         ข้อ 3 ในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอกำกับดูแลและตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นไปโดยเปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะกรณีดังต่อไปนี้
                  (1) เมื่อผู้บริหารท้องถิ่นได้เห็นชอบราคากลางงานก่อสร้างโครงการใดที่มีมูลค่าตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไปแล้ว ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นผู้ตั้งงบประมาณเป็นค่าก่อสร้างนั้น รายงานข้อมูลดังกล่าวให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอทราบภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ผู้บริหารท้องถิ่นเห็นชอบราคากลาง ในการนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภออาจพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการหรือมอบหมายผู้ที่มีความรู้และความชำนาญด้านการประมาณราคาก่อสร้างให้ไปตรวจสอบราคากลางงานก่อสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นได้ตามความเหมาะสม
                 (2) หากมีข้อเท็จจริงซึ่งเป็นเหตุอันควรเชื่อได้ว่า การจัดซื้อจัดจ้างใดมีการดำเนินการที่มิชอบด้วยกฎหมาย ไม่โปร่งใส หรือมีลักษณะที่น่าจะเป็นการดำเนินงานที่ส่อไปในทางทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอแต่งตั้งคณะกรรมการตามจำนวนที่เห็นสมควรเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้ที่เกี่ยวข้องได้มีโอกาสชี้แจงแสดงข้อเท็จจริง ในการนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภออาจมีคำสั่งให้ระงับหรือยับยั้งการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างนั้นไว้ก่อน เพื่อให้มีการตรวจสอบ ทบทวน หรือแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากผลการตรวจสอบของคณะกรรมการปรากฎว่าการจัดซื้อจัดจ้างนั้นเป็นการดำเนินการที่มิชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอมีอำนาจยกเลิกการจัดซื้อจัดจ้างในครั้งนั้น แล้วดำเนินการตามกฎหมายแก่บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานที่ได้กระทำการหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตประพฤติมิชอบนั้นอย่างเฉียบขาดและรวดเร็ว
                (3) การจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีพิเศษจะกระทำได้เฉพาะกรณีที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2535 และต้องได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอแล้วแต่กรณี เว้นแต่กรณีการป้องกันหรือบรรเทาสาธารณภัยเพื่อบำบัดความเดือดร้อนของประชาชน และกรณีการจัดซื้อจัดจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจซึ่งปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการพัสดุของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ พ.ศ.2554 ให้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีพิเศษได้โดยไม่ต้องได้รับอนุมัติจากผู้ราชการจังหวัดหรือนายอำเภอ
          ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
          ประกาศ ณ วันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557

ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 105/2557
เรื่อง  การแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
          ตามที่ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 55/2557 เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ 6 มิถุนายน พุทธศักราช 2557 นั้น
          เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สมควรกำหนดให้มีกรรมการในคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นจากองค์ประกอบของคณะกรรมการตามกฎหมายดังกล่าว คณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีประกาศ ดังต่อไปนี้
          ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 55/2557 เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ 6 มิถุนายน พุทธศักราช 2557
          ข้อ 2 มิให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับองค์ประกอบของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน ลงวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2520 มาใช้บังคับกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ได้มีการแต่งตั้งตามประกาศนี้
          ข้อ 3 ให้บุคคลดังต่อไปนี้ เป็นกรรมการในคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน
                   (1) หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ - ประธานกรรมการ
                   (2) หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ - กรรมการ
                   (3) รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ - กรรมการ
                   (4) ปลัดกระทรวงการคลัง - กรรมการ
                   (5) ปลัดกระทรวงพาณิชย์ - กรรมการ
                   (6) ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม - กรรมการ
                   (7) เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ - กรรมการ
                   (8) ผุ้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย - กรรมการ
                   (9) ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย - กรรมการ
                  (10) ประธานสมาคมธนาคารไทย - กรรมการ
                  (11) ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย - กรรมการ
                  (12) ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย - กรรมการ
                  (13) พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล - กรรมการ
                  (14) พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ - กรรมการ
                  (15) นายเทวินทร์ วงศ์วานิช - ที่ปรึกษา
                  (16) นายประกิจ ชินอมรพงษ์ - ที่ปรึกษา
                  (17) นางเพ็ญทิพย์ พรจะเด็ด - ที่ปรึกษา
                  (18) นายภัคพล งามลักษณ์ - ที่ปรึกษา
                  (19) นายสมชาย หาญหิรัญ - ที่ปรึกษา
                  (20) เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน - กรรมการและเลขานุการ
          ข้อ 4 ให้กรรมการที่แต่งตั้งตามประกาศนี้ มีวาระอยู่ในตำแหน่งตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน โดยให้เริ่มนับวาระตั้งแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
          ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
          ประกาศ ณ วันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557

ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 106/2557
เรื่อง  แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้
          โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ เพื่อปรับปรุงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน คณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีประกาศ ดังต่อไปนี้
           ข้อ 1 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2518 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
                    "มาตรา 7 ไม้สัก ไม้ยาง ไม้ชิงชัง ไม้เก็ดแดง ไม้อีเม่ง ไม้พะยุงแกลบ ไม้กระพี้ ไม้แดงจีน ไม้ขะยุง ไม้กระซิก ไม้กระซิบ ไม้พะยูง ไม้หมากพลูตั๊กแตน ไม้กระพี้เขาควาย ไม้เก็ดดำ ไม้อีเฒ่า และไม้เก็ดเขาควาย ไม่ว่าจะขึ้นอยู่ที่ใดในราชอาณาจักร เป็นไม้หวงห้ามประเภท ก ไม้ชนิดอื่นในป่าจะให้เป็นไม้หวงห้ามประเภทใด ให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา"
          ข้อ 2 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา 48 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2518 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
                   "มาตรา 48 ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ ห้ามมิให้ผู้ใดแปรรูปไม้ ตั้งโรงงานแปรรูปไม้ ตั้งโรงค้าไม้แปรรูป มีไม้สัก ไม้ยาง ไม้ชิงชัน ไม้เก็ดแดง ไม้อีเม่ง ไม้พะยูงแกลบ ไม้กระพี้ ไม้แดงจีน ไม้ขะยุง ไม้ชิก ไม้กระซิก ไม้กระซิบ ไม้พะยูง ไม้หมากพลูตั๊กแตน ไม้กระพี้เขาควาย ไม้เก็ดดำ ไม้อีเฒ่า และไม้เก็ดเขาควาย แปรรูป ไม่ว่าจำนวนเท่าใดไว้ในครอบครอง หรือมีไม้แปรรูปชนิดอื่นเป็นจำนวนเกิน 0.20 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครอง เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในกฎกระทรวงและในการอนุญาต"
          ข้อ 3 ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา 69 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2525 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "ในกรณีความผิดตามมาตรานี้ ถ้าไม้ที่มีไว้ในครอบครองเป็น (1) ไม้สัก ไม้ยาง ไม้ชิงชัน ไม้เก็ดแดง ไม้อีเม่ง ไม้พยุงแกลบ ไม้กระพี้ ไม้แดงจีน ไม้ขะยุง ไม้ชิก ไม้กระซิก ไม้กระซิบ ไม้พยุง ไม้หมากพลูตั๊กแตน ไม้กระพี้เขาควาย ไม้เก็ดดำ ไม้อีเฒ่า ไม้เก็ตเขาควาย หรือไม้หวงห้ามประเภท ข หรือ (2) ไม้อื่นเป็นต้นหรือเป็นท่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างรวมกัน เกินยี่สิบต้นหรือท่อน หรือรวมปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร หรือไม้ที่ได้แปรรูปแล้ว รวมปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงสองล้านบาท”
          ข้อ 4 ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา 72 ทวิแห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2522 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
                    "ในกรณีความผิดมาตรานี้ ถ้าไม้ที่มีไว้ในครอบครองเป็น
                     (1) ไม้สัก ไม้ยาง ไม้ชิงชัน ไม้เก็ดแดง ไม้อีเม่ง ไม้พยุงแกลบ ไม้กระพี้ ไม้แดงจีน ไม้ขะยุง ไม้ชิก ไม้กระซิก ไม้กระซิบ ไม้พยุง ไม้หมากพลูตั๊กแตน ไม้กระพี้เขาควาย ไม้เก็ดดำ ไม้อีเฒ่า ไม้เก็ตเขาควาย หรือไม้หวงห้ามประเภท ข หรือ
                     (2) ไม้อื่นเป็นต้นหรือเป็นท่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างรวมกัน เกินห้าต้นหรือท่อน หรือรวมปริมาตรไม้ที่ครอบครองเกินหนึ่งลูกบาศก์เมตร หรือไม้ที่ได้แปรรูปแล้ว รวมปริมาตรไม้เกินหนึ่งลูกบาศก์เมตร ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงหนึ่งล้านห้าแสนบาท”
           ข้อ 5 ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา 73 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป่าไม้ ฉบับที่ 7 พ.ศ.2525 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
                     ในกรณีความผิดตามมาตรานี้ ถ้าการกระทำผิดนั้นเกี่ยวกับ
                     (1) ไม้สัก ไม้ยาง ไม้ชิงชัน ไม้เก็ดแดง ไม้อีเม่ง ไม้พยุงแกลบ ไม้กระพี้ ไม้แดงจีน ไม้ขะยุง ไม้ชิก ไม้กระชิก ไม้กระชิบ ไม้พยุง ไม้หมากพลูตั๊กแตน ไม้กระพี้เขาควาย ไม้เก็ดดำ ไม้อีเฒ่า ไม้เก็ตเขาควาย หรือไม้หวงห้ามประเภท ข หรือ
                    (2) ไม้อื่นเป็นต้นหรือเป็นท่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างรวมกัน เกินยี่สิบต้นหรือท่อน หรือรวมปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร หรือไม้ที่ได้แปรรูปแล้ว รวมปริมาตรไม้เกินสองลูกบาศก์เมตร ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงสองล้านบาท”
           ข้อ 6 ให้ยกเลิกความในลำดับที่ 53 ในช่องประเภท ก ไม้หวงห้ามธรรมดาของบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ.2530
           ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
           ประกาศ ณ วันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557

ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 107/2557
เรื่อง  ให้สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติสิ้นสุดลง
          ตามที่สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งได้มาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และพระราชบัญญัติสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พ.ศ.2543 ได้ครบวาระลงแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ.2556 แม้จะมีการดำเนินการ เพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ชุดใหม่ แต่ก็ไม่อาจจะดำเนินการโดยเรียบร้อยได้ เพราะมีข้อขัดแย้งกันมาก จนมีคดีฟ้องร้องในศาลต่อเรื่องกัน มากกว่า 70 คดี สมาชิกที่ปฏิบัติหน้าที่ในขณะนี้ ล้วนเป็นสมาชิกซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ แต่ต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าสมาชิกซึ่งได้รับเลือกขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ดังนั้น หากปล่อยใหเหตุการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ ก็จะเกิดความไม่สงบเรียบร้อย และไม่อาจดำเนินการให้ลุล่วงได้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีประกาศ ดังต่อไปนี้
          ข้อ 1 ให้สมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวันก่อนวันที่ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับนี้ใช้บังคับสิ้นสุดลง และให้การดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติยุติลง จนกว่าบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือ กฎหมายอื่นใดที่จะกำหนดไว้เป็นประการอื่น
          ข้อ 2 กรณีที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดให้สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติเป็นผู้พิจารณา หรือ ให้ความเห็นชอบในเรื่องใด ให้บทบัญญัติว่าด้วยส่วนดังกล่าว เป็นอันงดใช้บังคับ
          ข้อ 3 ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยังคงปฏิบัติหน้าต่อไป ซึ่งนายกรัฐมนตรี อาจมอบหมายให้ไปช่วยปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานอื่นตามกำหนดให้
          ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
          ประกาศ ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2557

คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 108/2557
เรื่อง การตักเตือนสื่อสิ่งพิมพ์ซึ่งฝ่าฝืนข้อห้าม
        เพื่อให้การรักษาความสงบและการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองเป็นไปอย่างเรียบร้อย โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 97/2557 ลงวันที่ 18 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557 และฉบับที่ 103/2557 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557 ห้ามมิให้ผู้ประกอบกิจการหรือผู้ให้บริการด้านสื่อมวลชนทุกชนิดนำเสนอหรือเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารไปสู่ประชาชนด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ อันส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม
        ปรากฏว่า หนังสือพิมพ์ ผู้จัดการสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 253 วันที่ 26 กรกฎาคม - 1 สิงหาคม 2557 ตีพิมพ์ข้อความหลายเรื่องด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จโดยมีเจตนาไม่สุจริต เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าว ในชั้นนี้เห็นสมควรตักเตือนผู้เขียนบทความ บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ของหนังสือพิมพ์ดังกล่าว หากฝ่าฝืนอีกจะดำเนินการตามกฎอัยการศึก ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2557 เป็นต้นมา และส่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายด้วย
        อนึ่ง ให้องค์กรวิชาชีพที่ผู้ฝ่าฝืนดังกล่าวข้างต้นที่เป็นสมาชิกดำเนินการสอบสวนทางจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพกับบุคคลเหล่านั้น แล้วรายงานผลการดำเนินการให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ทราบโดยเร็ว
        ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
        สั่ง ณ วันที่ 26 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557

                 พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
           หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

วันอาทิตย์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

คำสั่ง คสช. ที่ 91 - 99 /2557

คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 91/2557
เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ (กบส.)
       เพื่อให้การพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศไทย เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ (กบส.) โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ ดังนี้
       1. องค์ประกอบ
          1.1 รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ/หัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษ ประธานกรรมการ
          1.2 หัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม รองประธานกรรมการ
          1.3 ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการ
          1.4 ปลัดกระทรวงการคลัง กรรมการ
          1.5 ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กรรมการ
          1.6 ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรรมการ
          1.7 ปลัดกระทรวงคมนาคม กรรมการ
          1.8 ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรรมการ
          1.9 ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กรรมการ
          1.10 ปลัดกระทรวงพลังงาน กรรมการ
          1.11 ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กรรมการ
          1.12 ปลัดกระทรวงพลังงาน กรรมการ
          1.13 ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กรรมการ
          1.14 ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กรรมการ
          1.15 ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กรรมการ
          1.16 ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กรรมการ
          1.17 ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กรรมการ
          1.18 ประธานสมาคมธนาคารไทย กรรมการ
          1.19 ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย กรรมการ
          1.20 เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรมการและเลขานุการ
          1.21 รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมอบหมาย กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
       2. อำนาจหน้าที่
          2.1 ให้ความเห็นหรือเสนอแนะต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในประเด็นที่เกี่ยวกับการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ
          2.2 กำกับดูแล ประสานงาน และเร่งรัดติดตามการดำเนินงานของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ
          2.3 เชิญผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมาชี้แจงข้อเท็จจริงหรือให้ข้อมูลต่อคณะกรรมการ รวมทั้งเรียกเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ประกอบการพิจารณา
          2.4 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทำงาน เพื่อช่วยเหลือหรือปฏิบัติงานได้ตามความเหมาะสม เพื่อดำเนินการตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
          2.5 ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติมอบหมาย
        ให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการฯ สำหรับการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานของคณะกรรมการฯ ให้เบิกจ่ายตามระเบียบทางราชการ โดยให้เบิกจ่ายจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
        ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
        สั่ง ณ วันที่ 9 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557

คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  ที่ ๙๒/๒๕๕๗
เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่ง
         เพื่อให้การปฎิบัติงานของส่วนราชการต่างๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเหมาะสมยิ่งขึ้น หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคำสั่ง ดังนี้
         ข้อ ๑ ให้ นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล พ้นจากตำแหน่ง อธิบดีกรมควบคุมประพฤติ และให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมบังคับคดี
         ข้อ ๒ ให้ นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ พ้นจากตำแหน่ง อธิบดีกรมบังคับคดี และให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม
         ข้อ ๓ ให้ นางกรรณิการ์ แสงทอง พ้นจากตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม และให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมควบคุมประพฤติ
         ข้อ ๔ ให้ข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งข้างต้น ปฏิบัติหน้าที่ตามตำแหน่งตั้งแต่วันที่มีคำสั่งนี้เป็นต้นไป
         ข้อ ๕ เมื่อมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีแล้ว ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งตามคำสั่งนี้เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
        ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
        สั่ง ณ วันที่ ๑๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗

คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  ที่ ๙๓/๒๕๕๗
เรื่อง  -

คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  ที่ ๙๔/๒๕๕๗
เรื่อง การระงับการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม
         เพื่อให้การดำเนินการของ กสทช. ในการประมูลคลื่นความถี่เพื่อกิจกรรมโทรคมนาคม เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นไปอย่างรอบคอบ เพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการให้ได้รับประโยชน์และใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง ปราศจากข้อจำกัดในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านการสิ้นสุดการสัมปทานและคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้
         ข้อ ๑ ให้ กสทช. ชะลอการดำเนินการเกี่ยวกับการประมูลคลื่นความถี่ เพื่อกิจการโทรคมนาคม ออกไปเป็นระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่มีคำสั่งนี้
                   ในระหว่างชะลอการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้ กสทช. คุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราว ในกรณีสิ้นสุดการอนุญาติหรือสัมปทาน ให้ผู้ใช้บริการได้รับประโยชน์และใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง ปราศจากข้อจำกัด โดยให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ.๒๕๕๖
         ข้อ ๒ ให้ กสทช. ดำเนินการให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย ออกกฎ ระเบียบ ประกาศหรือคำสั่งที่เกี่ยวข้อง หรือแก้ไขปรับปรุงหรือยกเลิกกฎ ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับการดำเนินการให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้ อันจะทำให้การดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผลสูงสุดและสอดคล้องกับแนวนโยบายการใช้จ่ายเงินงบประมาณของรัฐ โดยคำนึงถึงความมั่นคงของรัฐและประโยชน์สาธารณะ
         ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
         สั่ง ณ วันที่ ๑๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗

คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ  ที่ ๙๕/๒๕๕๗
เรื่อง  การกำหนดตำแหน่งเพิ่มและการแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่ง
         เพื่อให้การปฎิบัติงานของส่วนราชการต่างๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเหมาะสมยิ่งขึ้น หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงออกคำสั่ง ดังนี้
         ข้อ 1 ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการกระทรวงเพิ่มขึ้นในส่วนราชการ ดังนี้
                (1) ตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ในสำนักนายกรัฐมนตรี จำนวนหนึ่งตำแหน่ง
                (2) ตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ในกระทรวงพาณิชย์ จำนวนหนึ่งตำแหน่ง
         ข้อ 2 ให้นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ พ้นตำแหน่ง อธิบดีกรมการค้าภายต่างประเทศและให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ตามข้อ (1) เป็นพิเศษเฉพาะราย
         ข้อ 3 ให้ นายสมชาติ สร้อยทอง พ้นจากตำแหน่ง อธิบดีกรมการค้าภายในและให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ตามข้อ 1 (2) เป็นพิเศษเฉพาะราย
         ข้อ 4 ให้ นางดวงพร รอดพยาธิ์ พ้นจากตำแหน่ง ที่ปรึกษาการพาณิชย์ (นักวิชาการพาณิชย์) ทรงคุณวุฒิ และให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ
         ข้อ 5 ให้ นางจิตนา ชัยยวรรณการ พ้นจากตำแหน่ง รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าภายใน
         ข้อ 6 ให้ข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งข้างต้น ปฎิบัติหน้าที่ตามตำแหน่งตั้งแต่วันที่คำสั่งนี้เป็นต้นไป
         ข้อ 7 ให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สำนักงบประมาณและส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการเกี่ยวกับตำแหน่งและอัตราเงินเดือนของข้าราชการดังกล่าวให้เรียบร้อยโดยด่วน โดยจัดให้ดำรงตำแหน่งที่ไม่ต่ำกว่าที่ข้าราชการผู้นั้นดำรงตำแหน่งอยู่เดิม
         ข้อ 8 เมื่อมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีแล้ว ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งตามคำสั่งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
         ข้อ 9 เมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งตามข้อ 2 และข้อ 3 แล้ว ให้ตำแหน่งดังกล่าวเป็นอันยกเลิก
         ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
         สั่ง ณ วันที่ 19 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557

คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 96/2557
เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้
         โดยที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้มีการปรับปรุงการบริหารจัดการปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 98/2557 เรื่อง การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2557 โดยให้มีการดำเนินการแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับนโยบาย ระดับแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ และระดับหน่วยปฏิบัติ และโดยที่ในระดับแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัตินั้น ให้มีคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไข้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้
         ให้คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไข้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คปต.) ประกอบด้วย
          1. รองผู้บัญชาการทหารบก - ประธานกรรมการ
          2. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี - กรรมการ
          3. ปลัดกระทรวงกลาโหม - กรรมการ
          4. ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ - กรรมการ
          5. ปลัดกระทรวงมหาดไทย - กรรมการ
          6. ปลัดกระทรวงยุติธรรม - กรรมการ
          7. ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ - กรรมการ
          8. เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน - กรรมการ
          9. เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ - กรรมการ
          10. เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ - กรรมการ
          11. ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ - กรรมการ
          12. ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ - กรรมการ
          13. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ - กรรมการ
          14. เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร - กรรมการ
          15. อธิบดีกรมบัญชีกลาง - กรรมการ
          16. ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 - กรรมการ
          17. เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ - กรรมการและเลขานุการ
          18. เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ - กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
          19. รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติที่เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติมอบหมาย - กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
           20. ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 5 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร - กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
            ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
            สั่ง ณ วันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557

คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 97/2557
เรื่อง  แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ
          โดยที่การกำกับดูแลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจนั้น คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจจำเป็นต้องมีอำนาจหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างทันท่วงที เพื่อให้การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจทั้งระบบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของรัฐและประชาชนเป็นสำคัญ คณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้
           ข้อ 1 ให้เพิ่มความต่อไปนี้ (2/3) ของข้อ 2 ให้คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 75/2557 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 26 มิถุนายน พุทธศักราช 2557
                    “(2/3) เสนอแนะต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติเพื่อให้มีคำสั่งระงับ หรือยับยั้งการดำเนินโครงการใดๆ ของรัฐวิสาหกิจ ที่เห็นว่าเป็นการนอกเหนืออำนาจหน้าที่ตามขอบวัตถุประสงค์ของรัฐวิสาหกิจนั้น หรือมีลักษณะที่น่าจะเป็นการดำเนินงานที่ส่อไปในทางทุจริตไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่โปร่งใส ไว้ก่อน เพื่อให้มีการตรวจสอบ ทบทวน หรือแก้ไขตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป”
           ข้อ 2 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ 2/1 ของคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 75/2557 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ ลงวันที่ 26 มิถุนายน พุทธศักราช 2557
                     ข้อ 2/1 เมื่อมีคณะรัฐมนตรีเข้าทำหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญแล้ว ให้คณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจยังคงมีอำนาจหน้าที่ตามข้อ 2 โดยในการดำเนินการตาม (1) (2) (2/1) (3) (4) และ (5) ของข้อ 2 ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
          ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
          สั่ง ณ วันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557

คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 98/2557
เรื่อง การกำหนดตำแหน่งเพิ่มและการแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่ง
          เพื่อให้การปฏิบัติงานของส่วนราชการต่างๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเหมาะสมยิ่งขึ้น หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
          ข้อ 1 ให้กำหนดตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้นในกระทรวงอุตสาหกรรม จำนวนหนึ่งตำแหน่ง
          ข้อ 2 ให้ นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ พ้นจากตำแหน่ง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม และให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม ตามข้อ 1 เป็นพิเศษเฉพาะราย
          ข้อ 3 ให้ นายพสุ โลหารชุน พ้นจากตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม
          ข้อ 4 ให้ นายชาญชัย สุวิสุทธะกุล พ้นจากตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม และให้ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงคมนาคม
          ข้อ 5 ให้ นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ พ้นจากตำแหน่ง อธิบดีกรมเจ้าท่า และให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม
          ข้อ 6 ให้ นายจุฬา สุขมานพ พ้นจากตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร และให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมเจ้าท่า
          ข้อ 7 ให้ นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ พ้นจากตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร และให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร
          ข้อ 8 ให้ข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งข้างต้นปฏิบัติหน้าที่ตามตำแหน่งตั้งแต่วันที่มีคำสั่งนี้เป็นต้นไป
          ข้อ 9 ให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สำนักงบประมาณ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการเกี่ยวกับตำแหน่งและอัตราเงินเดือนของข้าราชการดังกล่าว ให้เรียบร้อยโดยด่วน โดยจัดให้ดำรงตำแหน่งที่ไม่ต่ำกว่าตำแหน่งที่ข้าราชการผู้นั้นดำรงตำแหน่งอยู่เดิม
          ข้อ 10 เมื่อมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีแล้ว ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งตามคำสั่งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
          ข้อ 11 เมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งตามข้อ 6 แล้ว ให้ตำแหน่งดังกล่าวเป็นอันยกเลิก
          ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
          สั่ง ณ วันที่ 21 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557

คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 99/2557
เรื่อง  การให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมพ้นจากตำแหน่ง
          เพื่อให้การปฏิบัติงานของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเหมาะสมยิ่งขึ้น หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้
          ข้อ 1 ให้ นายปฏิมา จีระแพทย์ พ้นจากตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
          ข้อ 2 ให้ นางสาววิมลกานต์ โกสุมาศ รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
          ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
          สั่ง ณ วันที่ ๒๑ กรกฏาคม พุทธศักราช ๒๕๕๗

               พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
         หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ